เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน มรดกชิ้นสุดท้าย

มีเงิน มีพี่ มีน้อง

มีทอง พวกพ้องไม่ขาด

ยามมี มีคนคอยนับญาติ

ยามขาด มองหาญาติแทบไม่มี

บทกลอนนี้ใช้ได้เลย สำหรับบทเรียนชีวิตจริงของ ตั้ม นักโทษชายรายหนึ่ง ปัจจุบันอายุ 40ปี ถูกคุมขังอยู่ที่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ต้องโทษคดียาเสพติดฐานมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ ถูกศาลตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 7 ปี 10 เดือน 15 วัน

น.ช.ตั้ม เล่าเรื่องราวก่อนที่ตัวเขาจะเข้ามาติดอยู่ในสถานที่แห่งนี้ว่า ในอดีตเขาเคยมีครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณพ่อ คุณแม่ และ พี่สาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งความเป็นอยู่เรียกได้ว่า สุขสบาย เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สินและเงินทอง

คุณพ่อของตั้ม ถือเป็นคนที่มีหน้ามีตาทางสังคม มีคนรู้จักในวงกว้าง เนื่องจากท่านมีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นถึงรองผู้จัดการในมูลนิธิที่มีชื่อเสียงระดับประเทศแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นข้าราชการระดับสูง ระดับเลขาธิการหน่วยงานราชการอีกด้วย ด้วยหน้าที่การงานเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ชีวิตของครอบครัวตั้มจะอยู่กันอย่างสุขสบาย

นอกจากนี้ คุณพ่อของเขายังได้ผลักดันและส่งเสริมในหน้าที่การงานของตั้มให้อยู่ในระดับที่ดีอีกด้วย ทำให้ในตอนนั้น ตั้มมีทั้งเงิน อำนาจ บริวาร พร้อมไปทุกอย่าง ดังนั้น เขาจึงไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีนัก ใช้ทั้งเงิน และอำนาจ ไปในทิศทางที่ผิด ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองที่ล่องลอยไปตามกระแสวัตถุนิยมอย่างไร้จุดหมาย

จนกระทั่งต่อมา ชีวิตของตั้มได้พลิกผันไปสู่เส้นทางที่ไม่คาดคิด เมื่อวันหนึ่ง ทั้งเขาและคุณแม่ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุณแม่ของตั้มเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ในครั้งดังกล่าว ส่วนตัวเขาเอง ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งขาหัก เส้นประสาทช้ำ เส้นเอ็นต้นขาฉีก รวมทั้งหมอนรองกระดูกของเขายังทรุดตัวด้วย ทำให้เขาจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่นานกว่า 2 ปีเลยทีเดียว

ทว่าเมื่อรักษาตัวเองจนหายกลับมาเป็นปกติได้ไม่นาน โชคชะตาก็นำพาให้เขาต้องมาเจอจุดเปลี่ยนที่เป็นมรสุมชีวิตอีกครั้ง เมื่อคุณพ่อบังเกิดเกล้าของเขาซึ่งเป็นเสาหลักของบ้าน ต้องมาจากไปด้วยอาการเจ็บป่วยจากโรคประจำตัวอีก

ความทุกข์จากเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขา ทั้งโศกเศร้า และเสียใจมาก จนคิดว่าเขาคงไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ซึ่งในยามที่เกิดความทุกข์ขึ้น ย่อมทำให้จิตใจมีแต่ความอ่อนแอเข้ามาครอบงำ ในที่สุดเขาก็หลงเลือกทางเดินที่ผิด เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยคิดแต่เพียงว่า มันสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์และลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจของเขาได้

อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายที่ต้องสูญเสียบุพการีผู้เป็นที่รักไป ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ แต่ท่านทั้งสองก็ยังได้ทิ้งมรดกและทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้เขากับพี่สาวจำนวนมาก ทำให้ ณ ตอนนั้น ตั้มที่อายุยังน้อย อยู่ๆก็มีเงินเก็บหลายสิบล้านบาทแบบไม่ทันตั้งตัว

            ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แทนที่ ตั้มจะเก็บทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต เจ้าตัวกลับเลือกที่จะนำไปเที่ยวเตร่ คบค้าสมาคมกับเพื่อนๆที่อยู่ในวงการยาเสพติด การงานที่เคยรับผิดชอบ ก็ดันลาออกมาอยู่เฉยๆ เพราะในใจคิดว่า สมบัติที่มีอยู่ ชาตินี้คงไม่มีวันใช้หมดแน่ๆ

            เมื่อมีเงินมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่ามันยิ่งเพิ่มระดับความน่าคบหาในตัวเขาอย่างชัดเจน วินาทีนั้น เพื่อนๆต่างรุมล้อมเข้ามาไม่ขาดสายดั่งคำกล่าวที่ว่า “ถ้ามีเงิน จะไม่มีเหงานั่นเอง”

            ตั้มหลงระเริงไปกับชีวิตในตอนนั้น ที่มีทั้งคนมาเอาอกเอาใจ และ มีผู้หญิงเข้ามาหาเขามากหน้าหลายตา ซึ่งในเวลาต่อมา เงินทองที่ตัวเองเคยมีก็ค่อยๆร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เพราะ มีแต่ใช้ แต่ไม่ยอมหาเพิ่ม ท้ายที่สุด เจ้าตัวก็ผันตัวเองจากผู้เสพมาเป็นผู้ขายอย่างเป็นทางการ

            อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวงการนี้อย่างเต็มตัว มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตกเป็นเป้าสายตาของทางราชการ ซึ่งเจ้าตัวก็ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบตามจับกุมได้หลายครั้งหลายครา แต่ทว่าก็รอดจากคุกตารางมาได้ด้วยการใช้เงินที่ตัวเองมี

            ยิ่งถูกจับบ่อยมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องหมดเงินไปกับการประกันตัวมากขึ้นเท่านั้น มิหนำซ้ำเขายังหนีคดีทั้งหมดที่ประกันตัวไว้อีกด้วย ส่งผลให้ เงินที่นำไปใช้เป็นหลักประกันกับศาลย่อมถูกคำสั่งยึดไปด้วย เขาจึงเริ่มกลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรในชีวิต เริ่มทยอยสูญเสียทุกสิ่งอย่างไป ทั้งทรัพย์สินเงินทอง คนรู้จัก ญาติพี่น้อง รวมไปถึงครอบครัวที่เขารักอีกด้วย

            หลังจากใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนมาได้สักระยะ ในที่สุดตั้มก็ถูกตำรวจจับอีกครั้งจนได้ ด้วยคดีจำหน่ายยาไอซ์ 2 กรัม โดยครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา เพราะ เขาไม่หลงเหลือเงินทองที่จะไปต่อรองหรือประกันตัวเองได้อีกแล้ว ซึ่งนอกจากคดีดังกล่าว เจ้าตัวยังมีอีก 4 คดี ที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับการประกันตัวและหนี มาบวกโทษเพิ่มอีกด้วย โดยบทสรุปโทษที่ตั้มได้รับศาลตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 7 ปี 10 เดือน 15 วัน

            ปัจจุบัน ตั้มถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางกลางมา 1ปี 4เดือนแล้ว ชีวิตเดินทางมาถึงจุดนี้ ตั้มได้ลิ้มรสกับชีวิตในอีกโลกหนึ่ง ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่มันก็เป็นโลกของความเป็นจริงที่เขาจำเป็นต้องยอมรับมัน ทุกวันนี้เขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่เหลือทรัพย์สินอะไรมากนัก บทเรียนที่เกิดขึ้น ทำให้เขาเรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น เขายอมรับกับโทษและบาปกรรมที่เคยทำมา หมั่นทำแต่ความดีเพื่อมาทดแทนสิ่งที่ผิดพลาด ลดทิฐิ และความหยิ่งผยองในศักดิ์ศรีจนหมดสิ้น  อีกทั้งยัง มีมุมมองและทัศคติที่ดีต่อเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันอีกด้วย

            ตั้มเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่คุณพ่อของเขาจะจากไปท่านเคยสอนว่า “ความผิดพลาดเป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์ที่ดีจะต้องรู้จักปรับปรุงตัวและแก้ไข ”

            ณ เวลานั้นตั้มไม่เคยเข้าใจเลยว่าสิ่งที่คุณพ่อได้สอนหมายถึงอะไร เขารู้แต่เพียงว่า แม้คุณพ่อจะจากไป แต่ก็ยังทิ้งสมบัติมากมายมหาศาลไว้ให้

            มาวันนี้เขาได้เรียนรู้แล้วว่า มรดกที่ล้ำค่าที่สุดที่คุณพ่อได้ทิ้งไว้ให้เขา ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติแต่อย่างใด แต่กลับเป็นคำสอนที่ท่านได้พยายามดุด่าว่ากล่าวเขามาโดยตลอดนั่นเอง ซึ่งน่าเสียดายกว่าที่เขาจะคิดได้ ชีวิตก็มาตกอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของชีวิตเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลง และเมื่อคนเราล้มแล้วก็ต้องลุกขึ้นยืนและดำเนินชีวิตต่อไป พวกเราทีมงานเสียงสะท้อนหลังกำแพงขอเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไปนะตั้ม

Leave a Comment