เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน สุดท้ายคือครอบครัว

การคบเพื่อนถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม  โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงแก่ตนเอง เนื่องจากชีวิตส่วนมากจะคลุกคลีอยู่กับเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น หากเลือกคบเพื่อนที่ไม่ดี อาจทำให้ชีวิตล้มเหลวก็เป็นได้ เสียงสะท้อนหลังกำแพงหนนี้ เราขอพาทุกท่านไปติดตามเรื่องราวชีวิตจริงของวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฏหมายใดๆเลย แต่ทว่า ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โชคชะตาจึงพัดพาชีวิตของเขาให้เข้ามาสู่รั้วหลังกำแพง

ปิง นักโทษชาย วัย 24ปี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง จากคดีที่เจ้าตัวรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน

นักโทษชายรายดังกล่าว เล่าเหตุผลที่เขาต้องเข้ามารับโทษในสถานที่แห่งนี้ให้ทีมงานของเราฟังว่า ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเขาได้แยกตัวออกมาจากครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 14ปีเท่านั้น โดยเหตุผลเป็นเพราะ เขาต้องการที่จะพิสูจน์ให้คนอื่นๆ เห็นว่าเขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพ่อและแม่ แต่หารู้ไม่ว่าการที่เขาได้แยกตัวออกมาครั้งนั้น ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการพลัดพรากของครอบครัวอย่างยาวนาน

ปิง ทำอาชีพเป็นแมสเซ็นเจอร์ มีหน้าที่ส่งเอกสารและพัสดุขนาดเล็กทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าตัวทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาต้องการจะพิสูจน์ให้ทางบ้านเห็นว่า เขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ จนกระทั่งอายุเข้า 20ปี ก็มีภรรยาและลูกชายที่น่ารัก 2 คน เงินที่เจ้าตัวหามาได้ส่วนหนึ่งจึงต้องนำมาจุนเจือครอบครัวของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ ปิงจึงมีนิสัยคึกคะนองตามภาษาวัยรุ่นทั่วไป มักออกไปเที่ยวเตร่กับกลุ่มเพื่อนของเขาในเวลากลางคืน และด้วยความที่ในกลุ่มเพื่อนของพวกเขาปิงมีอายุน้อยที่สุด จึงมักจะถูกเพื่อนรุ่นพี่กลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ ดังนั้นการทำให้เพื่อนๆในกลุ่มยอมรับและให้เกียรติ จึงเป็นสิ่งที่ปิงถวิลหามาโดยตลอด เขาจึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ทุกคนยอมรับในตัวเขา แม้บางครั้งจะเป็นการแสดงความกล้าในเรื่องที่ผิดก็ตาม

            อยู่มาวันหนึ่ง ปิงได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนรุ่นพี่ในกลุ่ม ซึ่งรุ่นพี่คนดังกล่าวเป็นหัวโจกประจำแก๊งของกลุ่มพวกเขา มีรุ่นน้องนับหน้าถือตามากมาย โดยการติดต่อมาครั้งนี้ ย่อมสร้างความดีอกดีใจให้กับปิงอย่างมาก เพราะ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า รุ่นพี่คนดังกล่าวจะโทรมาหาเขาด้วยตัวเอง ซึ่งการติดต่อมาหาเขาครั้งนี้ คือการจ้างวานให้ปิงทำงานบางอย่างเพื่อแลกกับค่าตอบแทน

            รุ่นพี่พูดสั้นๆว่า “ปิง ไปส่งของให้พี่ที่ดินแดงหน่อยน้อง เดี๋ยวพี่โอนเงินค่าจ้างกับส่งรายละเอียดให้นะ”

            ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บวกกับนี่คือสิ่งที่ปิงรอคอยมาโดยตลอด การได้ทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของเพื่อนในกลุ่ม มันอาจจะสร้างการเป็นที่ยอมรับให้กับตัวของเขาก็ได้ เขาจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะตกปากรับคำ เพราะ การส่งพัสดุคืออาชีพของเขาอยู่แล้ว       

            เมื่อรุ่นพี่ของเขาวางสาย ข้อความในมือถือของปิงก็ได้มีการแจ้งเตือนว่า มีเงินเข้าบัญชีของเขาแล้ว ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว มันมากกว่าการส่งของประจำวันของเขาอีกด้วย นั่นจึงทำให้เขาชะล่าใจ รวมถึงไม่ได้ตรวจสอบเลยว่ามีอะไรผิดปกติอยู่ในกล่องใบนั้นหรือไม่ เจ้าตัวคิดแต่เพียงว่างานนี้มีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งค่าตอบแทนที่สูง ได้ทั้งความไว้วางใจ และได้ทั้งความสำคัญที่เพื่อนมอบให้

            อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ครั้งนี้ของปิงกำลังจะลุล่วงไปด้วยดีอยู่แล้ว พัสดุก็กำลังจะถึงมือผู้รับ แต่ทว่าเมื่อเจ้าตัวถึงที่หมาย สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าของปิง กลับเป็นสิ่งที่เขาต้องจดจำไปจนวันตาย

            ในขณะที่ ปิงจอดรถเพื่อรอส่งของตามที่ได้รับว่าจ้างมา ตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคนก็กรูกันเข้ามาจับตัวเขาไว้ พร้อมกับใส่กุญแจมือราวกับว่าเขาคืออาชญากรที่ถูกตามตัวมาอย่างยาวนาน

            ความรู้สึก ณ ขณะนั้นของปิงพังทลายไปจนหมดสิ้น เพื่อนที่เขาไว้ใจทำไมถึงทำกับเขาอย่างนี้ โดยหลังจากนั้น ปิงถูกตำรวจนำตัวไปดำเนินคดีและส่งตัวไปคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง  โดยไร้วี่แววความห่วงใยจากเพื่อนผู้สร้างภาระครั้งนี้ให้กับเขา

ปิงไม่เคยใช้ชีวิตในที่แบบนี้มาก่อน จึงไม่รู้จักวิธีการปรับตัว เป็นเรื่องยากมาก ที่เขาจะใช้ชีวิตเหมือนอย่างปกติ แต่ถึงกระนั้นลึกๆเขายังแอบคิดอยู่ในใจว่า เพื่อนทุกคนคงไม่ทอดทิ้งเขา จนกระทั้งเวลาผ่านไปถึงวันตัดสินคดีความ ปิงก็ยังคงต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง มิตรภาพของคำว่าเพื่อนเริ่มจางหายไปกับวันเวลาที่เขาสูญสิ้นอิสรภาพ เขาจมอยู่ในความทุกข์โดยไม่เหลือใครอีกแล้ว

ระหว่างที่ปิงกำลังจมอยู่กับความทุกข์เหล่านั้น เขากำลังมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไป ความรักความห่วงใยที่แท้จริงของใครบางคน กำลังล่องลอยตามหาตัวเขาอยู่

พ่อและแม่ มักเป็นบุคคลสุดท้ายที่วัยรุ่นที่อยู่ในช่วงหลงระเริงจะนึกถึง ในขณะที่ปิงหายตัวไป แม่ของเขาเป็นห่วงจนถึงขั้นออกตามหา จนในที่สุดก็มารู้เบาะแสจากเพื่อนๆว่าลูกชายของเธอถูกตำรวจจับและถูกส่งตัวมาคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานฯสักพักหนึ่งแล้ว

ภายหลังจากที่ทราบข่าว วันรุ่งขึ้นแม่ของปิงรีบออกเดินทางมาเยี่ยมเขาตั้งแต่เช้า เมื่อทั้งสองได้พบหน้าต่างฝ่ายต่างไม่มีคำพูดต่อกัน ทั้งคู่เอาแต่มองตาและร้องไห้ออกมา ซึ่ง ณ วินาทีนั้น ปิงจึงเข้าใจแล้วว่า ใครกันแน่ ที่เขาต้องการและใครที่ต้องการเขา สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ความรักจากกลุ่มเพื่อนแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นความรักจากแม่ของเขาต่างหาก

            เมื่อได้สนทนากัน แม่ไม่ต่อว่าปิงเลยสักคำ ถามถึงแต่สารทุกข์สุขดิบของเขา เมื่อก่อนเขาไม่เคยมีโอกาสได้มองหน้าแม่ใกล้ๆอย่างคราวนี้เลย ซึ่งถึงตรงนี้ ปิงรู้แล้วว่า แม่รักเขามากแค่ไหน ปิงเอ่ยคำขอโทษกับแม่หลายครั้งมาก พร้อมกับสัญญาว่าจะกลับตัวกลับใจและไม่หลงระเริงอยู่กับกลุ่มเพื่อนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

            ตลอดระยะเวลาที่ปิงต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในทัณฑสถานฯแห่งนี้ เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง และที่สำคัญได้มีโอกาสมาเป็นผู้ช่วยงานฝ่ายการศึกษาฯ ทำให้เขาพัฒนาด้านความรู้ความสามารถของตัวเองมากมาย

ทั้งยังได้มีโอกาสสังเกตเห็นสีหน้าของคุณแม่ทุกครั้งที่มาเยี่ยม มีหลายครั้งที่แม่ของปิงเหมือนพยายามยิ้มออกมาเพื่อปิดบังความเหนื่อยล้าของตัวเอง ทำให้เขารู้แล้วว่า แม่ทุกข์ใจเพราะเขามากแค่ไหน ซึ่งปิงทำได้เพียงบอกแม่ของเขาว่า “อดทนหน่อยน่ะครับ เดี๋ยวปิงออกไปเมื่อไหร่ ปิงจะไม่ให้แม่ต้องมาลำบากอีกแล้ว”

ถัดจากนี้อีกแค่ไม่กี่เดือนปิงก็กำลังจะได้รับอิสรภาพแล้ว ณ บัดนี้ เขาได้รับรู้ความเป็นจริงแล้วว่า ในวันที่เขามีความทุกข์ที่สุดในชีวิต สิ่งสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่มีเพียงแต่ครอบครัวเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างเขามาตลอด เขาจึงให้คำมั่นสัญญากับตนเองว่า ชีวิตต่อจากนี้ไป เขาจะต้องดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด

One Thought to “เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน สุดท้ายคือครอบครัว”

  1. Kung

    สนุกดีคะได้้้ข้อคิดว่าถึงแม้ว่าลูกจะไม่ดีแต่แม่ก็รักพร้อมให้อภัยและรอวันที่ลูกคิดดีกลับตัวเป็นคนดีได้ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ให้อ่านคะ ป.ล.เมียและลูกปิงหายไปไหนหนอ

Leave a Comment