เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน หัวใจคนรอ

การรอคอย ไม่ว่าจะ 1 ปี 1 เดือน 1 วัน 1 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่ง 1 นาที มันยาวนานสำหรับคนรอเสมอ เพราะ “คนรอ” จะรู้ตัวเองดีว่า กำลังรออะไรอยู่ จึงต้องอาศัยแรงกาย และแรงใจ เพื่อที่จะอดทนรอให้ถึงที่สุด  

แต่หากสิ่งที่คุณกำลังรออยู่ มีคุณค่ามากพอ เชื่อเหลือเกินว่า แม้จะนานแค่ไหน มันคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งในวันดังกล่าว ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ได้จัดพิธีปล่อยตัวผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปี2562 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีครอบครัวและญาติของผู้ต้องขัง มารอรับอยู่ที่ บริเวณหน้าทัณฑสถานฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งตามกำหนดการ พวกเขาจะได้รับอิสรภาพและก้าวเท้าออกจากประตูเรือนจำในเวลาประมาณ 14.00น.

คุณสุคนธ์ เพ็งเผา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ที่วันนั้นได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ ตรวจสอบประวัติบุคคลผู้ต้องขัง ตามที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก่อนที่จะนำตัวออกมาส่งถึงมือญาติ ได้เล่าเหตุการณ์สุดประทับใจให้เราฟังว่า ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ ได้พบเห็น เด็กสาวคนหนึ่งนั่งตากแดดอยู่กับพื้น หน้าทัณฑสถานฯ โดยสายตาของเธอจับจ้องไปที่ประตูทางออกตั้งแต่ช่วงเช้าไม่ยอมลุกไปไหน

ด้วยความสงสัย คุณสุคนธ์ จึงเข้าไปสอบถามและได้ความว่า เธอกำลังนั่งรอคุณพ่ออยู่ เราสองคนไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปีแล้ว เพราะ คุณพ่อของเธอติดคุกตั้งแต่เธอยังเด็ก วันนี้จึงเป็นวันที่เธอรอคอยมาโดยตลอด ถึงขนาดขอลาหยุดเรียนล่วงหน้า เพื่อมารอรับคุณพ่อโดยเฉพาะ  

ส่วนเรื่องเพราะเหตุใด เธอถึงนั่งตากแดดรออยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้า ไม่ยอมลุกไปไหน ทั้งๆที่ทางเรือนจำก็ได้แจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้าแล้วว่า คุณพ่อของเธอจะออกมาในช่วงบ่าย

เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ไม่ได้รอนานอะไรเลยค่ะ หนูรอมาได้ตั้งหลายปี นี่เหลือเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้พบหน้าคุณพ่อแล้ว หนูทั้งตื่นเต้นและไม่อยากพลาดโอกาส ที่จะได้เห็นภาพคุณพ่อของหนู ก้าวเท้าออกมาจากเรือนจำพร้อมกับอิสรภาพ แม้แต่วินาทีเดียว

จากนั้น คุณสุคนธ์ ไม่รอช้า รีบเข้าประตูไปตามหาคุณพ่อของเด็กสาวรายนี้ ก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผู้ต้องขังคนดังกล่าวฟัง ภาพที่ได้เห็น คือ น้ำตาของคนเป็นพ่อที่หลั่งออกมา พร้อมกับพูดเบาๆว่า ทนอีกแปปนึงนะลูก เรากำลังจะได้เจอกันแล้ว พ่อขอโทษที่ปล่อยให้ลูกรอนานขนาดนี้

ถัดมาอีกไม่นาน ประตูแสงสว่างก็เปิดออก การรอคอยของทั้งคู่สิ้นสุดลงแล้วต่างสวมกอดกันด้วยความยินดี ซึ่งขณะนี้ไม่มีลวดเหล็กหรืออะไรมาขวางกั้นพวกเขาอีกแล้ว ผู้เป็นพ่อได้แต่นั่งลูบหัวลูกสาวของเขา พร้อมกับกล่าวขอโทษทั้งน้ำตาและสัญญาว่า จะไม่ทิ้งเธอไปไหนอีก

สังคมบางส่วนอาจมองว่า การพ้นโทษของผู้ต้องขังเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องดี เพราะบางคนเพิ่งถูกปล่อยตัวออกมา ก็มักจะกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก แต่ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ต้องขัง อีกกลุ่มหนึ่งที่สำนึกผิดแล้ว อยากให้สังคมให้โอกาสพวกเขาเหล่านี้บ้าง เพราะ เขายังมีคนในครอบครัวรอคอยเขาอยู่ รอวันที่ครอบครัวของพวกเขา จะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เรื่องราวชีวิตของพ่อลูกคู่นี้ ใช้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่กำลังหลงผิด อยากให้กลับตัวกลับใจเสียใหม่ เห็นใจคนรอบ้าง การที่เราถูกจับ ไม่ใช่เราคนเดียวที่ติดคุก ครอบครัวของเราก็เหมือนติดคุกไปกับเราด้วย เพราะพวกเขาต่างเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่เป็นอันทำมาหากิน ห่วงแต่ว่า เราจะกินอยู่อย่างไร และที่สำคัญคือ ทุกคนต้องมานั่งนับวันรอ รอว่าเมื่อไหร่เราจะพ้นโทษออกมา รอว่าเมื่อไหร่วันที่รอคอยจะมาถึง ซึ่งครอบครัวนี้ ยังถือว่าโชคดี ที่เจ้าตัวได้รับพระราชทานอภัยโทษจึงมีโอกาสได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง แต่บางครอบครัวไม่ได้โชคดีแบบนี้ ชาตินี้จะได้เจอกันอีกรึเปล่ายังไม่รู้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะทำอะไรลงไป อยากให้ทุกคนคิดไตร่ตรองให้ดี เพราะ คนที่เสียใจไม่ได้มีแค่เรา วันนี้เขายังรอเราได้ก็จริง แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่า การรอครั้งไหนเป็นการรอครั้งสุดท้าย ของคนที่รักคุณ