เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน นาทีชีวิต

บางครั้ง… เรามองหาสิ่งที่ขาดจนพลาดสิ่งที่มี และบางทีเราเฝ้ามองหาสิ่งที่ดี จนทำให้สิ่งที่มีนั้นหายไป บทความนี้เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ต้องขังคนหนึ่ง ที่เราอยากนำเสนอให้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับคนที่กำลังหลงผิด และเข้าไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติด อยากให้กลับตัวกลับใจเสียใหม่และหันมารักครอบครัวมากขึ้น เพราะกว่าที่ ผู้ต้องขังคนนี้จะรู้ตัวว่า อะไรคือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ก็ตอนที่สายไปเสียแล้ว

นัด เด็กหนุ่มจาก จ.สุพรรรณบุรี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ซึ่งศาลตัดสินให้ จำคุกเป็นเวลา 25ปี ฐานครอบครองยาเสพติดฯ เพื่อจำหน่าย โดยเจ้าตัวเล่าความเป็นมาให้เราฟังว่า เขาเกิดในครอบครัวชาวสวนที่ฐานะปานกลาง ด้วยความที่อยู่ในวัยคึกคะนอง มีความอยากได้ อยากมี ตามกระแสวัตถุนิยม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงผิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด จนนำพาชีวิตเข้ามาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

การถูกจองจำอยู่หลังกำแพงสูง ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว เพราะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก สูญสิ้นอิสรภาพ รวมถึงต้องอยู่ในแวดล้อมที่แออัด แต่ความลำบากทางกายเหล่านี้กลับไม่ใช่สิ่งที่เขารู้สึกเจ็บปวดที่สุดในชีวิต เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เขากลับต้องสูญเสียโอกาสต่างๆในชีวิตมากมาย รวมทั้งต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่เลวร้ายมากกว่านั้นอีก 

นัดเล่าให้เราฟังว่า หลังจากติดคุกมาได้ 6ปี คุณพ่อของเขาก็จากไปอย่างกระทันหันด้วยโรคเบาหวานและโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้ทราบอาการเจ็บป่วยล่วงหน้าและยิ่งไม่มีโอกาสได้กล่าวคำร่ำลาด้วยซ้ำ เพราะคุณแม่และพี่ชาย ต่างปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้น กว่าที่จะมารู้อีกทีก็ผ่านวันเผาศพคุณพ่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงการนอนร้องไห้ คิดถึงคืนวันเก่าๆ วันที่ครอบครัวยังอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมกับเก็บงำความเศร้าโศกเสียใจเอาไว้เพียงคนเดียว

นัดพยายามลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เพราะยังมีคุณแม่และพี่น้องที่ยังรอคอยการกลับมาของเขาอยู่ วันทั้งวันเขาใช้เวลาไปกับการสวดมนต์ภาวนา และนั่งสมาธิ รวมถึงพยายามทำจิตใจให้สงบ แต่ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมีอยู่จริง ความโชคร้ายของนัดไม่ได้มาเพียงครั้งเดียว เพราะถัดมาเพียงครึ่งปีเท่านั้น คุณแม่ของเขาก็ตรวจเจอก้อนมะเร็งที่รังไข่ และเขาก็ไม่ทราบอีกเช่นเคย เพราะ คุณแม่กลัวว่านัดจะไม่สบายใจ จึงสั่งทุกคนในบ้านห้ามบอกเรื่องนี้ให้นัดรู้โดยเด็ดขาด

 แม้ว่าจะป่วยด้วยโรคร้ายก็ตาม แต่คุณแม่ของเขา ก็ยังคงเดินทางจาก จ.สุพรรณบุรี มาเยี่ยมนัดเดือนละหนึ่งครั้งเช่นเคย เหมือนเรื่องที่ตัวเองป่วยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากแต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา คุณแม่ก็ไม่ได้เดินทางมาเยี่ยมนัดเลย มีเพียงพี่ชายที่มาเยี่ยมอยู่คนเดียว เขาจึงเริ่มเอะใจคิดและสงสัยแล้วว่า ที่บ้านเกิดอะไรขึ้นกันแน่..?? เพราะอยู่ๆคุณแม่ก็หายไป

ท้ายที่สุดแล้วพี่ชายเขาเริ่มสงสารน้องชายที่ไม่รู้ว่าที่บ้านเกิดอะไรขึ้น จึงได้แอบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พร้อมกับกำชับให้นัดเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะไม่อยากให้คุณแม่ที่ป่วยอยู่ไม่สบายใจ ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม่ของเขาก็เข้าใจมาตลอดว่า ลูกชายไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ส่วนนัดก็ได้แต่เก็บงำความเจ็บปวดไว้เพียงคนเดียวเช่นกัน 

ต่อมาอาการป่วยของคุณแม่ทรุดลงอีกต้องนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล ทำให้ทั้งคู่จำเป็นต้องยอมรับความจริงซึ่งกันและกันแล้วว่า ไม่อาจปิดบังซึ่งกันและกันได้อีกต่อไป สถานการณ์เริ่มกลับกลายจากเดิมแม่เป็นฝ่ายคอยให้กำลังใจลูกชายให้สู้ อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา กลับกลายเป็น ฝ่ายลูกชายที่ต้องคอยบอกให้คุณแม่ สู้สู้  ผ่านช่องทางการเยี่ยมญาติผ่านไลน์ ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางได้เปิดให้บริการ

แม้จะได้เจอกัน ผ่านเพียงหน้าจอคอมก็จริง แต่ทุกๆ 15นาที ที่ได้คุยกับคุณแม่ กลับเป็นช่วงเวลานาทีชีวิตที่มีค่าที่สุดของนัด แม่มักพูดกับนัดเสมอว่า “ไม่ต้องห่วงนะลูก แม่สู้อยู่แล้ว แม่จะไม่ยอมตาย แม่จะรอจนกว่าลูกจะพ้นโทษออกมา

แต่สวรรค์ก็ไม่มีจริง อยู่ๆอาการป่วยของคุณแม่ก็ทรุดหนักลงไปแบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งคุณหมอวินิจฉัยว่าแม่ของเขาติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องนำตัวเข้าห้องICUโดยเร่งด่วน จากนั้นคุณหมอจึงได้กล่าวกับพี่ชายของนัดว่า ตอนนี้อาการของคุณแม่โคม่า คาดว่าคงอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกไม่นาน นั่นจึงทำให้พี่ชายของเขา รีบโทรศัพท์มายังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อขออนุญาตทางเรือนจำให้คุณแม่ได้มีโอกาสคุยกับนัดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อรับทราบเหตุผลความจำเป็นจากญาติผ่านโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่ในทัณฑสถานฯ ต่างรีบเร่งเบิกตัวนัดออกมาเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งตามปกติแล้วการเยี่ยมญาติผ่านไลน์ ผู้ต้องขังจะมีสิทธิเยี่ยมได้เดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่นี่เพิ่งผ่านมาเพียงสองอาทิตย์ กลับมีการเบิกตัวออกมาเยี่ยมอย่างไม่คาดคิด ทำให้นัดเริ่มจะสังหรณ์ใจแล้วว่า สิ่งที่ตัวเองกลัวที่สุดในชีวิตและไม่อยากให้เกิดขึ้น ตอนนี้อาจจะถึงเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับมันแล้ว นั่นก็คือ ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต

ภาพที่นัดได้เห็นผ่านจอคอมพิวเตอร์ในการเยี่ยมผ่านไลน์ คือ ร่างกายที่ผอมซูบ เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของแม่ที่ยังนอนส่งยิ้มให้เขาอยู่บนเตียง มีสายออกชิเจน สายน้ำเกลือระโยงระยาง และก็อะไรต่อมิอะไรพัวพันเต็มไปหมด พร้อมทั้งมีแพทย์และพยาบาลยืนรายล้อมอยู่ใกล้ๆ สภาพของแม่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แต่ยังพยายามฝืนยิ้มข่มความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง ทำให้นัดถึงกับพูดไม่ออก น้ำตาของคนเป็นลูกไหลออกมาไม่หยุด 

สภาพตอนนั้นคุณแม่ของเขาพูดไม่ได้อีกแล้ว การเยี่ยมครั้งนี้ จึงเป็นการสนทนาจากฝ่ายเดียว โดยนัดได้แต่ร้องไห้และพร่ำถึงคำสัญญาจากแม่ว่า “ไหนแม่สัญญากับนัดแล้วไง ว่าจะสู้จนได้เจอนัด แม่ลุกขึ้น อย่ายอมแพ้ได้ไหม นัดยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณแม่เลย”

บรรยากาศในห้องเยี่ยมญาติผ่านไลน์ ที่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เงียบสงัด ทั้งเจ้าหน้าที่และเพื่อนผู้ต้องขังที่รอคิวการเยี่ยม ต่างให้กำลังใจ ซึ่งตามปกติแล้ว ผู้ต้องขังจะสามารถเยี่ยมญาติผ่านไลน์ได้ครั้งละ 15 นาที แต่ในวันดังกล่าว คุณไอศูรย์ ขวัญเมือง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของทัณฑสถานฯ ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในส่วน เยี่ยมญาติผ่านไลน์โดยตรง ประเมินสถานการณ์แล้วว่า เวลาของคนไข้เหลืออีกไม่มากแล้ว ปฏิกิริยาการรับรู้ และสัญญาณชีพจรอ่อนลงเรื่อยๆ แต่ละวินาทีของการเยี่ยมไลน์ครั้งนี้ เป็นเวลาแห่งชีวิตที่มีความหมายสำหรับการจากลากันครั้งสุดท้ายของแม่และลูก จึงอนุญาตให้นัดได้คุยกับคุณแม่ไปจนกว่าจะพอใจ

เวลาผ่านไปกว่า 40 นาที คุณแม่ของนัดอาการเริ่มจะไม่ไหวแล้ว เขาจึงพูดกับคุณแม่ว่า “แม่ครับถ้าชาติหน้ามีจริง นัดขอเกิดมาเป็นลูกแม่อีกนะครับ นัดสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก นัดจะบวชให้แม่ ขอให้แม่ ไปดี สู่สุขคติ นัดรักแม่ครับ” สิ้นเสียงของนัด คุณแม่ก็ยิ้มทั้งน้ำตาและค่อยๆหลับตาลงช้าๆ ก่อนที่จะจากไปอย่างสงบ จากนั้นนัดจึงเอื้อมมือไปแตะที่จอคอม ก่อนที่จะก้มลงกราบแม่เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับให้คำมั่นสัญญากับพี่ชายว่า เขาจะเป็นคนดี และจะไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก

นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของนัด ไม่เพียงแค่เจ้าตัวต้องมาถูกคุมขังอยู่ในสถานที่แบบนี้ แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ นัดสูญเสียโอกาสตอบแทนพระคุณทั้งคุณพ่อและคุณแม่ โดยการดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดในยามที่ท่านเจ็บป่วยแก่เฒ่า และบางครั้งไม่มีโอกาสแม้แต่การดูใจร่ำลาในวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ ทางเรือนจำของเราอยากให้ผู้ที่กำลังหลงผิด คิดจะทำสิ่งผิดกฎหมาย ให้กลับตัวกลับใจเสียใหม่ เพราะ เราไม่มีทางรู้เลยว่า เราจะมีเวลาได้อยู่กับคนที่เรารักยาวนานขนาดไหน อย่าให้เวลาที่คุณมีเหล่านั้น เหลือเพียงแค่ไม่กี่นาที เพราะบางทีคุณอาจไม่ได้โชคดีได้ร่ำลาผ่านจอคอมพิวเตอร์เหมือนนัดก็เป็นได้

ขอบคุณ น.ช.นัด ที่ยินยอมเปิดเผยเรื่องราวชีวิตจริง ความสูญเสียของชีวิตหลังกำแพง ให้เป็นอุทาหรณ์แก่บุคคลอื่นๆที่กำลังหลงผิดอยู่ในเส้นทางนี้

One Thought to “เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน นาทีชีวิต”

  1. Toykunyakorn

    ขอให้ดวงวิญญานของคุณพ่อและคุณแม่ ของคุณนัด ได้รับรู้ว่า ขณะนี้ท่านได้ลูกชายคนใหม่แล้ว ขอให้ท่านเป็นแรงบันดานใจให้คุณนัดเป็นคนดีของสังคม มีกำลังใจสู้ต่อไปจนถึงวันที่มีอิสรถาพค่ะ จากใจของแม่คนหนึ่ง สู้ๆค่ะ

Leave a Comment