เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน จงศรัทธาในพระเจ้า


          หลายคนอาจจะเคยสงสัยในความยุติธรรมของโลกใบนี้ เพราะโลกนี้มักตัดสินถูกผิดจาก พยานหลักฐานเท่าที่เห็น ทำให้บางทีคนดีจึงติดคุก ส่วนคนทำผิดกลับเดินลอยนวลในสังคมอย่างสบายใจ เสียงสะท้อนหลังกำแพงวันนี้ เป็นเรื่องราวที่ผู้ต้องขังชาวอิหร่านคนหนึ่ง ใน ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ได้ตั้งใจเขียนเป็นบทความพร้อมคำแปล มาให้ทีมงานเสียงสะท้อนหลังกำแพงได้ขัดเกลาและเรียบเรียงถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้ติดตามกัน

          หนุ่มอิหร่านคนดังกล่าว มีชื่อว่า เรซ่า ถูกจองจำอยู่ในสถานที่นี้มากว่า 4 ปีแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังอาบน้ำอยู่ ได้มีผู้ต้องขังใหม่ชาวเม็กซิกันเข้ามาอาบน้ำด้วยข้างๆ ด้วยความที่เป็นชาวต่างชาติเช่นเดียวกัน เรซ่า จึงเป็นฝ่ายทักทายก่อน “สวัสดีครับ คุณเป็นอย่างไรบ้าง โอเคไหม”

          เม็กซิกันคนดังกล่าว อยู่ในสีหน้าที่นิ่งสนิท ตอบกลับมาว่า “ไม่เลย ผมรู้สึกผิดหวังไปหมด ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมได้จบลงแล้ว”


          เรซ่ายิ้มกลับไปเบาๆ พร้อมพูดว่า “ทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกับคุณนี่ล่ะ” จากนั้นเมื่อทั้งคู่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย หนุ่มอิหร่านจึงได้ชวนผู้ต้องขังใหม่คนนั้นมานั่งดื่มกาแฟด้วยกัน


          “ทำไมคุณถึงถูกส่งตัวมาที่นี่ละ ไหนเล่าเรื่องราวของคุณให้ผมฟังหน่อย” เรซ่าถามด้วยความสงสัย


          หนุ่มผู้มาใหม่ดูกำลังช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้งสีหน้า แววตา ท่าทาง เต็มไปด้วยความกลัว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังตื่นกับสถานที่แปลกใหม่ อีกทั้งบรรยากาศในคุกดูไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ ผู้คนพลุกพล่าน แน่นขนัด เกือบเต็มพื้นที่ กว่า 70% ของคนที่นี่มีรอยสักเต็มไปหมด หนุ่มเม็กซิกันไม่ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เอาแต่นั่งพร่ำบ่นว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมถูกใส่ร้าย เชื่อผมสิ! ผมเป็นผู้บริสุทธิ์”

          มีคนจำนวนมากในพื้นที่หลังกำแพงแห่งนี้ พูดว่า ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดและเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ไม่รู้ทำไม เรซ่าถึงเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าบริสุทธิ์จริงๆ บางทีอาจเป็นเพราะ แววตาที่ใสซื่อของชายคนนี้ก็เป็นได้ ที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น

          แม้ว่าจะเห็นใจและเข้าใจความรู้สึก แต่เขาไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยเหลืออะไรได้ ทำได้เพียงแนะนำให้เพื่อนใหม่ชาวเม็กซิกัน ทำจิตใจให้สงบ หมั่นสวดภาวนา ขอพรต่อพระเจ้า เพราะหากเขาไม่ได้ทำอะไรผิด พระเจ้าจะต้องช่วยเขาอย่างแน่นอน

          จากนั้นก็เกิดคำถามขึ้นมากมายในหัวของเรซ่า คืนนั้นเขานอนไม่หลับทั้งคืน ได้แต่ครุ่นคิดและตั้งคำถามในใจว่า ไหนละความยุติธรรมของพระเจ้า? , ทำไมถึงต้องส่งคนบริสุทธิ์เข้ามาในสถานที่แบบนี้? , พระเจ้ามีจริงหรือไม่? คิดวนเวียนอยู่แบบนี้ทั้งคืน

          เช้าวันรุ่งขึ้น เรซ่า ยังคงชวนเพื่อนใหม่คนเดิมมานั่งดื่มกาแฟด้วยกันพร้อมกับปลอบใจว่า “บางทีมันก็ดีเหมือนกันที่ต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เพราะในความโชคร้ายมันอาจจะมีความโชคดีซ่อนอยู่” ก่อนจะเล่านิทานเพื่อสร้างกำลังใจให้เขาฟังเรื่องหนึ่ง

          นานมาแล้วมี พระราชาอยู่องค์หนึ่ง เขาโปรดปรานการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ อยู่มาวันหนึ่ง ทรงออกป่าล่าสัตว์ตามที่พระองค์ชอบเหมือนเดิม ซึ่งมหาดเล็กคู่ใจของเขาก็ติดตามไปด้วย แต่แล้วขณะที่พระองค์ กำลังจะยิงเสือ นิ้วของเขาดันติดอยู่ที่คันธนู เขาจึงถูกเสือกระโจนเข้าใส่และกัดนิ้วของเขาไป

          ไม่กี่วันต่อมา มหาดเล็กคู่ใจจึงเข้ามาเยี่ยม พร้อมกับขอโทษที่ไม่สามารถช่วยเหลือพระองค์ได้ พระราชาในตอนนั้นกำลังหัวเสียกับการที่ต้องสูญเสียนิ้วของตัวเองไป มหาดเล็กจึงพูดขึ้นมาว่า “มันก็ดีเหมือนกันพะยะค่ะ” “ดีที่เจ้าเสือตัวนั้นมันกัดแค่นิ้ว ถ้ามันกัดที่คอ พระองค์คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว”

          พระราชาได้ยินเช่นนั้น ทรงกริ้วมาก จึงสั่งทหารให้นำมหาดเล็กคนนั้นไปขังลืมในคุกเป็นเวลา 10ปี


          3 ปี ผ่านไป พระราชาได้ออกล่าสัตว์เหมือนเดิม ด้านมหาดเล็กก็ยังถูกลืมอยู่ในคุกเช่นเดิม ครานี้เป็นโชคร้ายของพระราชา เมื่อเข้าป่าไปเจอกับเผ่ากินคน ทหารทั้งหมดถูกจับและถูกต้มกินจนหมดเกลี้ยง เหลือแต่พระราชาเพียงองค์เดียว


          เมื่อเผ่ากินคนเตรียมจะเชือดพระราชาลงหม้อ ก็สังเกตเห็นว่าพระราชานิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง ซึ่งชนเผ่านี้มีความเชื่อว่า การกินคนที่อวัยวะไม่ครบนั้นเป็นกาลกิณี กินเข้าไปแล้วจะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวง จึงสั่งปล่อยตัวพระราชาไป


          พระราชาดีใจมากที่รอดตายกลับเมืองมาได้ พลันนึกถึงคำพูดของมหาดเล็กคู่ใจเมื่อ 3ปีก่อน จึงลงไปที่คุก สั่งปล่อยตัวมหาดเล็กคู่ใจ และทรงเล่าเหตุการณ์ที่เจอมา


          “อืม คำเจ้าเมื่อ 3 ปีก่อนเป็นจริง ยังไงนิ้วด้วนก็ยังดีกว่าตายจริงๆ แล้วอยู่ในคุกเป็นไงบ้างล่ะ”


          มหาดเล็ก ตอบ “มันก็ดีเหมือนกันพะยะค่ะ”


          พระราชาทำหน้างง ถามต่อ “มันดียังไง”


          มหาดเล็กหัวเราะออกมา แต่เสียงหัวเราะนั้นแฝงไปด้วยความอบอุ่น เขาตอบพระราชากลับไปว่า “มันก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้ากระหม่อมไม่อยู่ในคุก ก็คงเสด็จตามท่านไปในวันนั้นด้วย และคงจะโดนเผ่ากินคนกินไปแล้วพะยะค่ะ”


          สิ่งที่เรซ่าพยายามจะบอกและให้กำลังใจผู้ต้องขังใหม่รายนี้ คือ เขาเชื่อว่า ยังคงมีความโชคดี ซ่อนอยู่ในสิ่งเลวร้ายเสมอ ไม่มีใครโชคร้ายไปตลอดหรอก อย่างน้อยๆ ตอนนี้ “คุณก็ยังมีชีวิตอยู่”


          หลังจากนั้นผู้ต้องขังใหม่คนดังกล่าวก็ประกันตัวออกไป เวลาผ่านไป 2ปี เรซ่ายังไม่เคยลืมสีหน้านิ่งๆและบริสุทธิ์ของชายคนนั้นได้เลย ทุกๆวันเขาจะสวดมนต์พร้อมกับถามพระเจ้าถึงคดีของเพื่อนชาวเม็กซิกันคนนั้นอยู่ตลอดเวลา


          จนกระทั่ง บ่ายวันหนึ่งขณะที่เขากำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ เขาก็ได้พบกับผู้ต้องขังใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในแดน และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หน้าใหม่ที่เดินเข้ามาคือคนเดียวกันกับเพื่อนเก่าชาวเม็กซิกันที่ประกันตัวออกไปเมื่อ 2ปีก่อน สภาพเขาตอนนี้แย่มาก ดูผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง แถมไม่มีฟันในปากเลยสักซี่ เรซ่าพยายามเดินเข้าไปทัก แต่ดูเหมือนชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงที่สมอง


          เรซ่า ถาม “เกิดอะไรขึ้นกับคุณเนี่ย” ผู้ต้องขังคนดังกล่าวไม่ได้ตอบกลับมาและดูเหมือนเขาจะจำเรซ่าไม่ได้ด้วยซ้ำ ในตอนนั้นเอง มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในหัวของเรซ่า ทำไมคนดีอย่างเขาถึงต้องมาอยู่ในสภาพนี้ ท่านเป็นพระเจ้าแบบไหนกัน ดูสภาพของเขาสิ! เรซ่ารู้สึกท้อแท้ หมดศรัทธาในพระเจ้า โลกนี้ช่างไม่มีความยุติธรรม


          หลังจากนั้นไม่นาน เรซ่าก็ได้พบเพื่อนเก่าของเขาอีกคนหนึ่งซึ่งเดินเข้ามาเป็นชุดเดียวกันกับเพื่อนชาวเม็กซิกันรายนั้น เพื่อนเก่าของเขาเป็นฝ่ายทักเรซ่าก่อน “เฮ้ เป็นไงบ้างเพื่อน”


          “ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพื่อน” เรซ่าตอบกลับไปแบบเศร้าๆ พร้อมกับเล่าเรื่องที่ตัวเองไม่สบายใจให้เพื่อนเขาฟังเกี่ยวกับชายบริสุทธิ์คนนั้น


          เมื่อเพื่อนเก่าของเขาทราบเรื่องทั้งหมดก็ยิ้มออกมาพร้อมกับเล่ารายละเอียดของชายเม็กซิกันคนนั้นให้เรซ่าฟัง “ชายคนนั้น เขาไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างที่คุณคิดนะ ในอดีตเขาเคยเป็นสมาชิกของแก๊งมาเฟียแถบชายแดนที่เม็กซิโก กระทำความผิดมามากมาย ทั้งค้ายาเสพติด ฆ่าและข่มขืนหญิงสาว โทษของเขาคือจำคุกตลอดชีวิต เขาหนีมาที่ประเทศไทยก็เพราะกลัวว่าจะถูกตำรวจจับ เพื่อนเอ๋ย มันไม่มีอะไรต้องสงสัยเกี่ยวกับการตัดสินของพระเจ้าเลยเพื่อน ท่านยุติธรรมเสมอ เขาไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ เขานี่ละ อาชญากรตัวฉกาจ”


          เรซ่า ถามกลับไปทันทีว่า “นายรู้ได้ยังไง” เขายิ้มเหมือนรู้ว่าเรซ่าจะต้องถาม เขาตอบกลับมาว่า “เราอยู่ในคุกนะเพื่อน มันแคบจะตายไป นายอยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับใคร ไม่นานนายก็สามารถรู้ได้ทั้งนั้น เมื่อไม่นานมานี้ ทางเรือนจำได้รับการติดต่อมาจากสถานทูต เขาแจ้งว่า ตำรวจระหว่างประเทศกำลังตามหาตัวเขาอยู่”


          วันนั้น เรซ่าเงียบสนิท ไม่พูดไม่จาจนถึงเที่ยงคืน เขาเลือกที่จะนั่งสมาธิและสวดมนต์ ขอโทษต่อพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ตัวเองเข้าใจผิดและสงสัยความยุติธรรมจากพระเจ้า


          จริงๆแล้ว ชีวิตคนเราอาจไม่ได้เจอเรื่องที่ยุติธรรมเสมอไป แต่จงวางใจในพระเจ้า แม้จะไม่แน่ใจอะไรเลย ไม่ต้องแสวงหาความแน่ใจ จงมีความศรัทธาเท่านั้นพอ

Leave a Comment