เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน โอกาสครั้งสุดท้าย

ในโลกใบนี้ไม่มีใครหรอก ที่อยากเกิดมาเป็นคนเลว หรือถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เพราะถ้าเลือกได้ ใครบ้างล่ะ อยากเลือกมีชีวิตเป็น โจร ขโมย หรือ มิจฉาชีพ เราทุกคนล้วนแล้วแต่แสวงหาการเป็นที่รักและได้รับการยอมรับจากสังคมด้วยกันทั้งสิ้น

            เสียงสะท้อนหลังกำแพงครั้งนี้ เป็นเรื่องราวชีวิตของผู้ต้องขังใกล้พ้นโทษรายหนึ่ง ที่ล่าสุดเพิ่งเข้ารับการพิจารณาลดวันต้องโทษจำคุกในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เป็นผู้มาบอกกับทีมงานเสียงสะท้อนหลังกำแพงเองว่า เป็นตัวอย่างชีวิตที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้ต้องขังคนดังกล่าว กระทำความผิดซ้ำซากมาหลายต่อหลายครั้งและยังใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงมากว่า 17ปี แต่เมื่อกำลังจะถึงเวลาพ้นโทษในครั้งนี้ เจ้าตัวกลับแสดงออกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะกลับคืนเป็นคนดีของสังคม จนคณะกรรมการพิจารณาลดวันต้องโทษจำคุกในชั้นเรือนจำต่างประทับใจ

            น.ช.ปอนด์ หนุ่มใหญ่ชาวศรีสะเกษ วัย 37ปี ปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังสังกัดกองงานฝึกวิชาชีพประกอบอาหาร ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เล่าย้อนอดีตของเขาให้เราฟังว่า สาเหตุที่ตนเองต้องเข้ามาอยู่ในวังวนของการค้ายาเสพติด เริ่มต้นมาจาก เขามีแฟนที่อยู่กินฉันสามีภรรยาตั้งแต่อายุเพียง 16ปี อีกทั้งยังมีลูกในขณะที่ตัวเองยังไม่พร้อม ทำให้ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ทำงานมาทุกอย่าง ทั้งการเป็นคนงานก่อสร้าง รับจ้างทั่วไป และขับวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

            แม้จะทำงานอย่างหนัก แต่เงินที่ได้มาก็เพียงแค่ปะทังชีวิตให้รอดไปได้ในแต่ละวันเท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายตอบสนองความต้องการของครอบครัวที่นับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องดิ้นรนและพยายามมากขึ้นตลอดเวลา จนท้ายที่สุดจึงตัดสินใจเข้าสู่วงการค้ายาเสพติดอย่างเต็มตัวและต่อมาปอนด์ก็ถูกตำรวจจับกุมและติดคุกครั้งแรกเป็นเวลา 4ปี 6เดือน

            เมื่อพ้นโทษออกมา ปอนด์ยังคงไม่มีเข็มทิศชีวิตเหมือนเดิม ไม่มีทุน ไม่มีความรู้ในอาชีพอย่างอื่น นอกจากการใช้แรงงานรับจ้าง และการขายยาเสพติด สุดท้ายเพียง 90วันที่พ้นโทษ เขาก็ถูกจับกลับเข้ามาคุมขังอีกครั้ง เป็นครั้งที่2 กำหนดโทษรอบนี้เป็นเวลา 3ปี

            กว่า 7ปีที่ใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพง เขาเริ่มชินชากับการติดคุกพอสมควร คุกเปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่2 ของเขาไปแล้ว การถูกลงโทษจำคุกตามกฏหมายกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา ทำให้สุดท้ายเมื่อเขาพ้นโทษรอบที่2 ไปเพียง 60วัน เขาก็กลับมาอีกครั้งเป็นครั้งที่3

            ทว่ารอบนี้ ไม่เหมือน 2 รอบแรก เพราะปอนด์มาถึง 2 คดี และติดคุกยาวกว่าทุกครั้ง เป็นเวลาถึง 13ปีเศษ และการจองจำครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นการจำคุกที่ยาวนานมากในความรู้สึกของเขา กาลเวลาทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปในขณะที่ชีวิตของเขายังซ้ำซากจำเจอยู่แต่ในเรือนจำ เขาเล่าให้เราฟังว่าก่อนที่เขาจะเข้ามาติดคุกครั้งล่าสุด โทรศัพท์มือถือยังเป็นระบบอนาล็อกจอขาวดำอยู่เลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันมีหน้าตาเป็นอย่างไร

            โลกภายนอกคงจะหมุนและเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งอายุที่เพิ่มขึ้น ถนนหนทาง สภาพสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างมากมายจนเขาคาดไม่ถึง แม้กระทั่งในคุกเองก็เฉกเช่นเดียวกัน ในมุมมองของปอนด์ ระยะ 4-5 ปีมานี้ ชีวิตหลังกำแพงมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากนโยบายจัดระเบียบเรือนจำ โทรศัพท์มือถือและยาเสพติดหายไป ความสะอาดและระเบียบวินัยบถูกนำมาแทนที่ ภารกิจเน้นหนักด้านการควบคุมก็กลับกลายมาเป็นการแก้ไขพัฒนาเพื่อคืนคนดีกลับสู่สังคม และที่สำคัญ นโยบายกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับการเพิ่มรายได้เงินรางวัลปันผล จากการฝึกวิชาชีพ ทำให้ปอนด์เริ่มคิดว่า เขาอาจจะได้พบกับโอกาสใหม่ๆ และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

            ปอนด์ถูกคัดเลือกเข้ามาทำงานในกองงานฝึกวิชาชีพประกอบอาหาร เนื่องจากมีกำหนดโทษเหลือน้อยเพียง 1 ปี และเป็นคนที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่งตามหลักเกณฑ์กติกาที่ทัณฑสถานฯ วางไว้ ปัจจุบันเขาทำงานในกองงานประกอบอาหารมาแล้ว 10 เดือน สิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมามากกว่าที่คาดหวังไว้มากมาย จากคนที่ทำอาหารพอเป็น กลับกลายเป็นคนที่สามารถทำอาหารได้หลากหลายเกือบทุกประเภท ทั้งยังได้เรียนรู้ประสบการณ์จากพ่อครัวฝีมือดี มากหน้าหลายตารวมไปถึงเชฟชื่อดังของโรงแรม 5 ดาว ที่พลัดหลงมาเป็นตัวหลักของกองงาน และที่สำคัญเขายังเก็บสะสมเงินรางวัลปันผลจากการทำงานได้มากกว่า 5หมื่นบาทเพื่อกลับไปเป็นทุนภายหลังพ้นโทษ จึงทำให้เขาใฝ่ฝัน อยากเปิดร้านขายบะหมี่เกี๊ยวเป็นของตนเองและจะไม่หวนกลับมาเดินในเส้นทางเดิมอีก

            สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมถึงอยากเปิดร้านขายบะหมี่เกี๊ยว ปอนด์เปิดเผยว่า เหตุเพราะเขาได้สูตรการทำบะหมี่จากเชฟชื่อดัง ซึ่งตลอดเวลาเขาซึมซับทั้งวิธีการปรุงน้ำซุป ลวกเส้นให้เหนียวนุ่มและอื่นๆอีกมากมาย ทำให้เขาอยากจะนำเสนอบะหมี่สูตรโรงแรมมาให้ชาวบ้านทั่วไปได้มีโอกาสลิ้มลอง เพราะการต้องกินอาหารในเรือนจำมาอย่างยาวนาน ทำให้เขารู้ดีว่า อาหารที่มีคุณภาพ อร่อยและได้มาตรฐานนั้นสำคัญมากขนาดไหน           

ตลอดระยะเวลา 17ปีที่ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ เขาเรียนรู้อะไรมากมายทั้งดีและไม่ดีจากชีวิตหลังกำแพง แต่ประสบการณ์ในปีสุดท้ายนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตและเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เขาต้องไขว่คว้าไว้ให้ได้ มิฉะนั้น เขาคงต้องมีชีวิตที่มืดมิดอยู่ในวังวนของการ เข้า-ออกคุกตลอดไป

เราไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่ น.ช.ปอนด์ เล่าให้เราฟังเป็นเรื่องที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจหรือไม่และชีวิตของเขาจะไปได้ตลอดรอดฝั่งตามที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า ไม่แน่ในอนาคตเขาอาจต้องวนเวียนกลับมาในคุกอีกรอบก็เป็นได้ เราคงทำได้เพียงรับฟังสงเคราะห์ช่วยเหลือและให้กำลังใจให้สู้ต่อไป

ท้ายที่สุด เราขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “ชีวิตนี้น้อยนัก” ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มาเป็นข้อคิดเตือนสติสำหรับคนที่มีวิถีชีวิตแบบ น.ช.ปอนด์ และคนทั่วไปได้คิดใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี

“…ชีวิตนี้น้อยนัก

แต่…ชีวิตนี้สำคัญนัก

เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก

จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย

เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น

พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด

เลือกให้ดีเถิด…”

เราอยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าและเป้าหมายอันแท้จริง ของการเกิดเป็นมนุษย์ ชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก แต่ถึงจะสั้น หากไม่ประมาทก็ย่อมสร้างคุณงามความดีและ ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลนัก

Leave a Comment