เสียงสะท้อนหลังกำแพง ตอน วิชาชีวิต

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “เรื่องบางเรื่อง ใครเตือนใครสอน เราไม่ฟังหรอก ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้สึก” เสียงสะท้อนหลังกำแพง หนนี้ เป็นเรื่องราวชีวิตจริง ของ นักโทษชายรายหนึ่งที่ในอดีตเคยมีหน้าที่การงานที่ดีและมั่นคง รวมถึงมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ชีวิตของเขากลับต้องมาพลิกผัน เพียงเพราะ ผู้หญิงเพียงคนเดียว

น.ช.อู๊ด หรือที่เพื่อนๆหลังกำแพงหลายคนเรียกกันว่า อาจารย์อู๊ด ที่มีวุฒิการศึกษาจบถึงปริญญาโท ถูกพิพากษาจำคุก 5 ปี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ด้วยคดีจำหน่ายยาเสพติด ได้เล่าให้เราฟังถึงเหตุที่ตัวเขาเองต้องพลัดหลงเข้ามาอยู่ในเรือนจำว่า ชีวิตเขาเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบ ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี โดยทุกคนในบ้านต่างรับราชการทั้งหมด รวมถึงตัวเขาด้วย ประกอบอาชีพเป็นถึง นักวิชาการประกันคุณภาพการศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

จากทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน บวกกับความสามารถรอบด้าน ทำให้อู๊ดมีหน้าที่การงานที่มั่นคงรวมถึงอนาคตที่สดใสรออยู่ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาทำตามที่คุณพ่อคุณแม่สอนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยนอกลู่นอกทางเลย อย่างมาก ก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนเป็นบางครั้งบางคราวตามแต่ละโอกาสเท่านั้น

เมื่อเขาเติบใหญ่ ชีวิตก็ยังคงดำเนินไปอย่างซ้ำซากจำเจแบบนี้ไปเรื่อยๆจนเจ้าตัวเริ่มรู้สึกเบื่อกับชีวิตเดิมๆ อยากลองหาอะไรใหม่ๆทำในชีวิตบ้าง จึงเริ่มสูบบุหรี่และออกเที่ยวเตร่ในสถานบันเทิงมากขึ้น จากนานๆที กลายเป็นเดือนละครั้ง หลังๆมา อาทิตย์ละครั้ง ถึง 2 ครั้งเลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะออกเที่ยวบ่อยแค่ไหน อู๊ดก็ไม่เคยผิดพลาดเรื่องงาน เขายังคงรับผิดชอบหน้าที่ของเขาและไม่เคยถูกหัวหน้าว่ากล่าวตักเตือนแม้แต่ครั้งเดียว นั่นจึงทำให้เขามั่นใจว่า แม้จะออกเที่ยวและดื่มแอลกอฮอล์มากน้อยแค่ไหนก็ไม่มีทางกระทบกับงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายแน่นอน

อยู่มาวันหนึ่ง ชีวิตของอู๊ดเปรียบเสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบใหม่ ที่ดูมีสีสันและเย้ายวนใจมากขึ้นโดยอู๊ดได้เข้าไปเที่ยวในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่นี้ มีน้องๆสาวสวยมาร่วมดื่มคลายเหงามากมาย เด็กสาวเหล่านี้ทำงานเป็นโคโยตี้ เต้นกินรำกินอยู่ตามผับตามบาร์ มีรูปร่างหน้าตาและการบริการที่ถึงใจ เป็นอาวุธไว้สำหรับดึงดูดใจชายหนุ่มทั้งหลายให้เข้ามาพัวพันในสถานที่เช่นนี้โดยเฉพาะ

แน่นอนว่า เมื่อเข้าไปในที่แบบนี้ หากไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ มักตกอยู่ในภวังค์หรือวังวนแห่งความสุขแน่นอน ผู้ชายบางคนถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว เพียงเพราะต้องการเข้าหาน้องๆเหล่านี้ คำพูดที่ว่า หมดเป็นแสนแขนไม่ได้จับ ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ ซึ่งอู๊ดก็เข้าไปอยู่ในวังวนนี้กับเขาด้วย อู๊ดได้พบกับผู้หญิงที่ถูกใจคนหนึ่ง จึงเข้าไปทำความรู้จักก่อนที่จะลงเอยด้วยการคบหากันเป็นแฟน

เมื่อคบหากันแล้ว อู๊ดจึงพาผู้หญิงคนดังกล่าวเข้าไปทำความรู้จักกับทางบ้านของตนเอง แต่ด้วยอาชีพโคโยตี้ของเธอ บวกกับกิริยาที่ดูไม่เรียบร้อย และการแต่งตัวที่วับๆแวมๆไม่สุภาพ ทำให้พ่อกับแม่อู๊ดเพียงแค่แรกพบสาวคนนี้ ก็รับไม่ได้ ทั้ง2ท่านจึงขอร้องให้อู๊ด เลิกคบกับผู้หญิงคนดังกล่าว พร้อมกับตักเตือนว่า ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง วันข้างหน้าจะต้องเสียใจแน่ๆ

เวลานั้นบรรยากาศในบ้านอู๊ดเต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะ แฟนสาวของเขาไม่สามารถเข้ากับที่บ้านได้เลย แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อเขารักผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว ในใจเกิดอคติคิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมต้องมากีดกันความสุขของเขาด้วย ปล่อยให้คบกันไปก่อนไม่ได้หรือ นั่นจึงทำให้ อู๊ดตัดสินใจหันหลังให้พ่อกับแม่ พร้อมทั้งพาแฟนสาวของเขาออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว

ช่วงแรก ชีวิตของอู๊ดมีแต่ความสุข เนื่องจากเขาได้อยู่กับหญิงสาวที่ตัวเองรักทุกวันทุกเวลา และนั่นยิ่งตอกย้ำให้เขามั่นใจว่า การหันหลังให้กับพ่อแม่เขาในวันนั้น คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

วันเวลาผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆเปลี่ยนไป เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายมันเริ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆเพราะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อู๊ดอาศัยอยู่ที่บ้าน รายจ่ายหลายอย่างพ่อและแม่ยังคงรับผิดชอบอยู่ ข้าวปลาอาหาร กินพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว อู๊ดมีภาระแค่เพียง ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น

ทว่าครานี้ไม่เหมือนกัน การออกมาใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงคนหนึ่ง อู๊ด ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งค่าอพาร์ทเม้นท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ จิปาถะทุกอย่าง อู๊ดต้องแบกไว้ทั้งหมด นั่นจึงเป็นเหตุให้ แฟนสาวของอู๊ดจำต้องกลับไปทำงานเป็นโคโยตี้เช่นเดิม เพราะ รายได้เพียงคนเดียวไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตร่วมกัน

เมื่อมีภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น ความเครียดยิ่งทวีคูณ ความสุขเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ แทนที่อู๊ดจะตั้งใจทำงานหาเงินและพิสูจน์ให้ทางบ้านรู้ว่า เขาตัดสินใจไม่ผิด เปล่าเลย เขากลับมีชีวิตที่แย่ลง ติดบุหรี่และแอลกอฮอล์หนักขึ้นเรื่อยๆ ไปทำงานสายเป็นประจำ รวมทั้งทำงานผิดพลาดบ่อยครั้ง ท้ายที่สุดก็ถูกหัวหน้างานว่ากล่าว ซึ่งเหตุเป็นเช่นนี้ก็เป็นผลพวงมาจาก การอดหลับอดนอน เพราะต้องไปส่งแฟนทำงานกลางดึกรวมทั้งยังต้องกลับไปรับเธอตอนตีสาม แน่นอนว่ากว่าจะได้พักผ่อนจริงๆก็ตีสี่แล้ว ได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ทำให้สุขภาพเริ่มทรุดโทรมจากการที่อดนอนสะสม

อู๊ด ใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่นาน ก่อนที่วันหนึ่งในระหว่างที่อู๊ดนั่งรอรับแฟนสาวของตัวเองที่สถานบันเทิง เขาก็ได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง โดยต่อมาทราบว่าเป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติด ช่วงชีวิตที่ผ่านมาอู๊ดไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยานรกนี้เลย แต่เขาเคยได้ยินมาว่า ถ้าเสพเข้าไปแล้วจะไม่ง่วง ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและมีแรงเพิ่มขึ้น เขาจึงลองซื้อมาเสพดู ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มสนุกสนาน ทั้งยังสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สามารถขับรถไปส่งแฟนได้สบายแถมยังกลับมาทำงานได้ตามปกติอีกด้วย ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อู๊ดก็เชื่อมาโดยตลอดว่า ยาเสพติดเป็นผลดีต่อตัวเองโดยหลงลืมไปเลยว่า สารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเกินปกติก็จริง  แต่ย่อมมีผลเสียต่อสุขภาพในภายหลังแน่นอน

เมื่อติดยาแล้ว เงินที่เคยหามาได้ก็ต้องไปลงกับยาทั้งหมด นอกจากนี้ เจ้าตัวยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลรับผิดชอบด้วย ท้ายที่สุดแล้ว อู๊ดกับแฟนสาวก็ตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นผู้ขายจนได้ ซึ่งต่อมาไม่นาน ทั้งคู่ก็ถูกตำรวจจับกุมในที่สุด

อู๊ด ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 5ปีกว่า ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาสำนึกผิด คิดได้แล้วว่าหากวันนั้นเขาฟังและปฏิบัติตามคำสอนของพ่อและแม่ เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเองเลย ทำให้ในระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพง อู๊ดประพฤติปฏิบัติตัวดีมาโดยตลอด ปัจจุบันเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม และได้มาเป็นอาจารย์สอนสังคมและประวัติศาสตร์ให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ

ความผิดพลาดในช่วงชีวิตหนึ่งของอู๊ด ทำให้ต้องมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ทำให้เขารู้แล้วว่า แม้เขาจะมีความเพรียบพร้อมในด้านครอบครัวที่คอยฟูมฟักเลี้ยงดูเขามาด้วยความความอบอุ่นและส่งเสียให้เขาเรียนมาสูงระดับไหนก็ตาม แต่หากเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตจริงในสังคมที่ต้องต่อสู้ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง  เขายังโง่เขลาและขาดประสบการณ์ยิ่งนัก  เขาสอบตกโดยสิ้นเชิงสำหรับวิชาชีวิตเพราะเป็นวิชาที่ยากที่สุด ไม่มีปิดเทอม ไม่มีวันหยุด เรียนกันจนตายกันไปข้าง และที่สำคัญ ไม่มีหนังสือให้อ่าน ไม่มีสอนพิเศษ ทุกชีวิตต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ความผิดพลาด

สุดท้าย  อู๊ดบอกกับเราว่า หากบทเรียนมรสุมชีวิตหลังกำแพงของเขาได้ผ่านพ้นไป  เขาหวังอย่างยิ่งว่า จะสามารถสอบผ่านวิชาชีวิตไปได้และมีโลกที่สดใสอีกครั้งหนึ่งภายนอกกำแพง

Leave a Comment