การพักการลงโทษ 

คือ ประโยชน์ตอบแทนให้กับนักโทษเด็ดขาดที่ได้สำนึกแก่ความผิดและตั้งใจประพฤติตนเป็นคนดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษาและอบรม ทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพิจารณาให้ปล่อยตัวพักการลงโทษก่อนครบกำหนดโทษตามหมายศาล ตามมาตรา 52 (7) แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560   

การพักโทษโครงการใหม่ๆ    

ช่วงนี้ก็เริ่มมีโครงการพักโทษใหม่ๆเข้ามาหลากหลาย ผู้ต้องขังที่รักของทุกท่านอาจเข้าเงื่อนไขของโครงการเหล่านี้ ลองอ่านรายละเอียดเหล่านี้กันดูนะครับ เผื่อว่าจะสามารถทำให้ผู้ต้องขังเหล่านี้กลับบ้านได้เร็วขึ้นครับ      

หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตนักโทษสูงอายุ ประจำปีงบประมาณ 2563-2565      

เพื่อสร้างโอกาสให้นักโทษเด็ดขาดอายุตั้งแต่ 60 – 69 ปี ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยที่มีความเหมาะสมกับช่วงวัย และได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ ต้องมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ทั่วไป ดังนี้        

1. ต้องโทษจำคุกครั้งแรก เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไปที่มีอายุตั้งแต่ 60 – 69 ปี
2. ต้องโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด หรือไม่น้อยกว่า 10 ปี ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา
3. มีโทษเหลือจำต่อไปไม่เกิน 3 ปี (นับจากวันปิดการอบรม)
4. ไม่มีโทษกักขัง หรือไม่ถูกคุมขังตามหมายขังในคดีอื่น
5. มีผู้อุปการะซึ่งมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและยินดีรับอุปการะ
6. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยเกี่ยวกับยาเสพติด เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับสิ่งของดังกล่าว
7. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยกรณีอื่นภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเสนอขอพักการลงโทษ
8. ไม่อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัยทุกกรณี
9. ผ่านการประเมินผลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังก่อนได้รับการปล่อยตัว (Offender Risk Assessment : OA) มีความเสี่ยงในการทำการกระทำผิดซ้ำน้อย หรือค่อนข้างน้อย
10. ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุ หรือหลักสูตรอื่นตามที่คณะทำงานโครงการเห็นสมควร        

โครงการการสำรวจล่วงหน้าและเตรียมการพักการลงโทษให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีกำหนดโทษไม่เกินสามปี และต้องโทษจำคุกเพียงคดีเดียวที่ได้รับการเลื่อนขั้นตามกฎกระทรวงฉบับใหม่       

กำหนดให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปีและต้องโทษจำคุกเพียงคดีเดียวให้เลื่อนชั้นได้ปีละสามครั้ง คือ ในวันสิ้นเดือนเมษายนครั้งหนึ่ง ในวันสิ้นเดือนสิงหาคมครั้งหนึ่ง และในวันสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

จะเสนอขอพักการลงโทษกรณีปกติ ต้องมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ทั่วไป ดังนี้
1. เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 52 (7) แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์พ.ศ. 2560 และข้อ 42 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562
2. เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไป
3. มีกำหนดโทษตามคำพิพากษา ไม่เกิน 3 ปี คดีเดียว
4. ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก
5. มีผู้ดูแลอุปการะซึ่งมีความพร้อมในระหว่างพักการลงโทษ
6. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยเกี่ยวกับยาเสพติด เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับสิ่งของดังกล่าว
7. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยกรณีอื่นภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเสนอขอพักการลงโทษ
8. ไม่อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัยทุกกรณี
9. ไม่มีโทษกักขัง หรือไม่ถูกคุมขังตามหมายขังในคดีอื่น
10. ผ่านการอบรมตามประเภทคดีหรือพฤติการณ์ของการกระทำผิด หรือโปรแกรมสำหรับผู้ต้องขังที่มีโทษระยะสั้น
11. ผ่านการประเมินผลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังก่อนได้รับการปล่อยตัว (Offender Risk Assessment : OA) มีความเสี่ยงในการทำการกระทำผิดซ้ำน้อย หรือค่อนข้างน้อย

โครงการเร่งรัดการพักการลงโทษให้แก่นักโทษเด็ดขาดเนื่องจากการกระทำผิดอันเกิดจากความประมาท         

จะเสนอขอพักการลงโทษกรณีปกติ ต้องมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ทั่วไป ดังนี้
1. นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษจำคุกเนื่องจากกระทำผิดอันเกิดจากความประมาท
2. เป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป และกำหนดให้ดำเนินการเป็น 2 กรณี หากนักโทษเด็ดขาดเข้าเกณฑ์พักการลงโทษกรณีปกติ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานเสนอขอพักการลงโทษกรณีปกติ หากเข้าเกณฑ์พักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษให้เสนอขอพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ คือ
          a.นักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีปกติ จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 52 (7) แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 และข้อ 42 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ
          b.นักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ต้องโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของกำหนดโทษฉบับหลังสุด
3. มีผู้ดูแลอุปการะซึ่งมีความพร้อมในระหว่างพักการลงโทษ
4. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยเกี่ยวกับยาเสพติด เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับสิ่งของดังกล่าว
5. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยกรณีอื่นภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเสนอขอพักการลงโทษ
6. ไม่อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัยทุกกรณี
7. ไม่มีโทษกักขัง หรือไม่ถูกคุมขังตามหมายขังในคดีอื่น
8. ผ่านการอบรมตามประเภทคดีหรือพฤติการณ์ของการกระทำผิด หรือโปรแกรมสำหรับผู้ต้องขังที่มีโทษระยะสั้น
9. ผ่านการประเมินผลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังก่อนได้รับการปล่อยตัว (Offender Risk Assessment : OA) มีความเสี่ยงในการทำการกระทำผิดซ้ำน้อย หรือค่อนข้างน้อย  

แนวทางการพิจารณาพักการลงโทษกรณีปกติให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 2 ปี           

กรมราชทัณฑ์พิจารณาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาพักการลงโทษให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 2 ปี กระทำความผิดคดีเล็กน้อย กำหนดโทษไม่สูง และมีความเสี่ยงในกระทำผิดซ้ำน้อย ได้รับประโยชน์จากการพักการลงโทษมากขึ้นและรวดเร็ว จึงกำหนดแนวทางการพิจารณาพักการลงโทษกรณีปกติให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 2 ปี ดังนี้
1. เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 52 (7) แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 และข้อ 42 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ.2562
2. เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไป
3. มีกำหนดโทษตามคำพิพากษา ไม่เกิน 2 ปี
4. ต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก
5. มีผู้ดูแลอุปการะซึ่งมีความพร้อมในระหว่างพักการลงโทษ
6. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยเกี่ยวกับยาเสพติด เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับสิ่งของดังกล่าว
7. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยกรณีอื่นภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเสนอขอพักการลงโทษ
8. ไม่อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัยทุกกรณี
9. ไม่มีโทษกักขัง หรือไม่ถูกคุมขังตามหมายขังในคดีอื่น
10. ผ่านการอบรมตามประเภทคดีหรือพฤติการณ์ของการกระทำผิด หรือโปรแกรมสำหรับผู้ต้องขังที่มีโทษระยะสั้น
11. ผ่านการประเมินผลตามแบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังก่อนได้รับการปล่อยตัว (Offender Risk Assessment : OA) มีความเสี่ยงในการทำการกระทำผิดซ้ำน้อย หรือค่อนข้างน้อย    

___________________________________________________

 หลักเกณฑ์ทั่วไป  

นักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไป ที่จำคุกตามคำพิพากษามาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ ตามหมายศาลในขณะนั้น แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ในกรณีต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ต้องมีระยะเวลาจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 14 ปี หรือในกรณีต้องโทษประหารชีวิต ต้องมีระยะเวลาจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 16 ปี ในกรณีที่มีการเปลี่ยนเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลา อาจได้รับการพิจารณาให้ได้รับการพักการลงโทษ ดังนี้

  1. ชั้นเยี่ยม: 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ  ( เช่น โทษจำคุก 3 ปี จำมา 2 ปี ได้พัก 1 ปี)
  2. ชั้นดีมาก: 1 ใน 4 ของกำหนดโทษ  ( เช่น โทษจำคุก 4 ปี จำมา 3 ปี ได้พัก 1 ปี)
  3. ชั้นดี: 1 ใน 5 ของกำหนดโทษ ( เช่น โทษจำคุก 5 ปี จำมา 4 ปี ได้พัก 1 ปี)   

มีระยะเวลาการคุมประพฤติไม่เกิน 5 ปี (คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาระยะเวลาคุมประพฤติไม่เกิน 2 ปี)  

คุณสมบัติทั่วไป 

  1. ต้องโทษจำคุกครั้งแรก เว้นแต่โทษจำคุกครั้งก่อนนั้น เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือเป็นความผิดลหุโทษ (กรณีที่ได้รับการล้างมลทิน ตาม พรบ.ล้างมลทิน พ.ศ.2550 ไม่ถือว่าเป็นการต้องโทษครั้งแรก)
  2. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสาร
  3. ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยในกรณีอื่นภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนเข้ารับการพิจารณาจากคณะกรรมการ พักการลงโทษ (ชั้นเรือนจำ) หรือไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยในทุกกรณี
  4. ไม่มีคดีอายัดตัว หรือมีหมายจับ หรือไม่มีโทษกักขัง
  5. ผ่านการอบรมแก้ไข พัฒนาพฤตินิสัย ครบทั้ง 3 ด้าน คือ
  6. ด้านการพัฒนาจิตใจ ต้องเป็นหลักสูตรด้านศาสนาที่กรมราชทัณฑ์กำหนด เช่น สัคคสาสมาธิ, ธรรมศึกษาชั้นตรี, ธรรมศึกษาชั้นโท,ธรรมศึกษาชั้นเอก, การปฎิบัติตามหลักศาสนกิจ (ศาสนาอิสลาม) ฯลฯ
  7. ด้านการฝึกอบรมวิชาชีพ ต้องเป็นหลักสูตรที่สามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้ภายหลังพ้นโทษ เช่น ฝึกอาชีพการติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในอาคาร, การประกอบอาหาร การทำขนมต่างๆ ฯลฯ หรือด้านการศึกษา เช่น ประถมศึกษา, มัธยมศึกษา ฯลฯ
  8. ด้านการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดตามลักษณะแห่งคดี (เฉพาะคดียาเสพติด) อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
  9. โปรแกรมแก้ไขผู้ค้ายาเสพติด (ผู้ค้ารายย่อย)
  10. โครงการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้อขังติดยาเสพติดในรูปแบบชุมชนบำบัด
  11. โครงการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังติดยาเสพติดในรูปแบบวิวัฒน์พลเมืองราชทัณฑ์
  12. โครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับกลุ่มผู้ต้องขังเสพยาเสพติดและผู้ค้ารายย่อย
  13. โครงการหลักสูตรฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ต้องขังติดยาเสพติดก่อนพ้นโทษ
  14. การอบรมค่ายพัฒนาอาสาสมัครแกนนำ ชมรม TO BE NUMBER ONE
  15. มีผู้อุปการะ ที่มีความพร้อมที่จะให้การอุปการะในระหว่างได้รับการพักการลงโทษ

เอกสารประกอบการพิจารณาพักการลงโทษ  

  1. สำเนาทะเบียนบ้าน/บัตรประจำตัวประชาชนผู้ต้องขัง/ผู้อุปการะ
  2. สำเนาคำพิพากษา
  3. สำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและสำเนาหมายจำคุกที่ได้ลดโทษ
  4. สำเนาใบอบรม/ฝึกวิชาชีพ/หนังสือรับรองการช่วยงาน
  5. แบบรายงานการสอบประวัติผู้ต้องขังเพื่อพิจารณาพักการลงโทษ (แบบ พ.1)
  6. แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและผลตรวจสอบลายนิ้วมือจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  7. ผลการตรวจสอบประวัติผู้กระทำความผิดรายสำคัญ จากสำนักงาน ปปส.
  8. ผลการสืบเสาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้อุปการะ (แบบ ส.1-46)
  9. บันทึกของเจ้าพนักงานปกครอง (แบบ พ.3)
  10. บันทึกของเจ้าพนักงานตำรวจ (แบบ พ.3)
  11. สำเนาทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง (รท.101)
  12. สำเนารายงานการสอบประวัติจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง (จน.1)
  13. บันทึกรับรองความประพฤติ
  14. แบบประเมินพฤติกรรมนักโทษเด็ดขาดรายบุคคล
  15. แผนการปฎิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคล (Sentence Plan)
  16. แบบตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) / ลายพิมพ์นิ้วมือ 10 นิ้ว ฝ่ามือ
  17. รายงานสรุปผลก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง (Criminal Mind)
  18. แบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำ (Offender Risk Assessment ; OA)

* หมายเหตุ: เอกสารหมายเลข 1, 2, 3 และ 4 นักโทษเด็ดขาดต้องจัดเตรียมและยื่นต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อประกอบการพิจารณา ส่วนเอกสารอื่นๆ เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอน  

ขั้นตอนการดำเนินการ 

  1. สำรวจนักโทษเด็ดขาดที่เข้าหลักเกณฑ์พักการลงโทษล่วงหน้า
  2. บันทึกข้อมูลแบบสืบเสาะข้อเท็จจริงทางสังคม และจัดส่งไปยังสำนักงานคุมประพฤติตามเขตพื้นที่ / จัดส่งแบบแสดงความเห็นของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจ
  3. พิมพ์ลายนิ้วมือ / ตรวจสอบประวัติอาชญากร / ตรวจสอบผลคดี
  4. จัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) / ลายพิมพ์นิ้วมือ 10 นิ้ว ฝ่ามือ , จัดทำแผนปฎิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคล (Sentence Plan), แบบประเมินพฤติกรรมนักโทษเด็ดขาดรายบุคคล, จัดทำแบบรายงานสรุปผลก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง (Criminai Mind), แบบประเมินความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำ (Offender Risk Assessment ; OA), แบบรับรองความประพฤติ
  5. ตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดวินัยระหว่างต้องโทษจำคุก
  6. ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาพักการลงโทษชั้นเรือนจำ (สำหรับนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์และมีเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน)
  7. เสนอผลการพิจารณาชั้นเรือนจำไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำเข้าคณะอนุกรรมการพิจารณาพักการลงโทษพิจารณาอนุมัติ
  8. ดำเนินการปล่อยตัวผู้ได้รับอนุมัติให้ปล่อยพักการลงโทษ (ตรวจสอบการกระทำผิดวินัยก่อนปล่อย)