การขอย้ายกลับภูมิลำเนา

 ขั้นตอนการขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม

  1. ผู้ต้องขังยื่นคำร้องด้วยตนเอง
  2. ญาติผู้ต้องขังจัดเตรียมเอกสารการประกอบพิจารณาได้แก่ หนังสือคำร้อง สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้อุปการะ (ความสัมพันธ์แสดงความเป็นญาติต้องชัดเจน)
  3. เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานฯ ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นหากมีคุณสมบัติครบทุกประการจะดำเนินการส่งกรมราชทัณฑ์พิจารณา หรือถ้าขาดคุณสมบัติทัณฑสถานจะแจ้งให้ผู้ต้องขังทราบ

เพื่อความเหมาะสมและความปลอดภัยในการควบคุม อาจไม่ได้รับการอนุญาตทุกรายไป

 หลักเกณฑ์การย้ายผู้ต้องขังกลับภูมิลำเนาเดิม(แบบท้ายหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ 0706.1/11283 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2560) 

1.) หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคำร้องผู้ต้องขังที่ขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม
1.1) ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไป
1.2) มีความประพฤติเรียบร้อย หากเคยกระทำผิดวินัย ระยะเวลาที่ถูกลงโทษต้องผ่านไปแล้ว 2 ปีขึ้นไป นับจากวันที่ผู้ต้องขังรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยฉบับล่าสุด และไม่ได้กระทำผิดวินัยขึ้นอีก
1.3) ไม่มีคดีอายัด ยกเว้นเป็นอายัดของสถานีตำรวจในท้องที่เดียวกันกับเรือนจำ/ทัณฑสถานที่จะย้ายไป
1.4) ระยะเวลาการคุมขัง มีดังนี้
1.4.1) กำหนดโทษไม่เกิน 10 ปี ต้องคุมขังที่เรือนจำ/ทัณฑสถานฝ่ายย้ายอย่างน้อย 1 ปี
1.4.2) กำหนดโทษเกิน 10 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี ต้องคุมขังที่เรือนจำ/ทัณฑสถานฝ่ายย้ายอย่างน้อย 2 ปี
1.4.3) กำหนดโทษเกิน 30 ปีขึ้นไป ต้องคุมขังที่เรือนจำ/ทัณฑสถานฝ่ายย้ายอย่างน้อย 3 ปี
1.5) ผู้ต้องขังที่กรมราชทัณฑ์เคยสั่งการอนุญาตให้ย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมได้ แต่ขอระงับการย้ายจะยื่นคำร้องขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมได้อีก ระยะเวลาต้องผ่านพ้นไปเกิน 1 ปี
1.6) ผู้ต้องขังที่รับย้ายเนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ ขอย้ายกลับไปคุมขังยังเรือนจำภูมิลำเนาเดิมจะต้องคุมขังที่เรือนจำฝ่ายย้ายมาอย่างน้อย 2 ปี อยู่ในชั้นดีมากขึ้นไป มีความประพฤติเรียบร้อย โดยเรือน จำต้องรับรองประเมินพฤติกรรมผู้ต้องขังด้วย ตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ 0706.1/9309 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2556 และไม่ย้ายกลับไปคุมขังยังเรือนจำเดิม ให้ย้ายไปคุมขังยังเรือนจำใกล้เคียง
1.7) การย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม เป็นความสมัครใจของผู้ต้องขังที่จะย้ายเรือนจำ ดังนั้น จึงควรให้เฉพาะผู้ต้องขังเป็นผู้ยื่นคำร้องขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม หากญาติหรือผู้อุปการะมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องขังย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม ก็ควรสอบถามความสมัครใจของผู้ต้องขังและให้ผู้ต้องขังยื่นคำร้องขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม โดยให้ยื่นคำร้องผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถานที่คุมขัง

2.) ข้อแนะนำในการปฏิบัติ เมื่อผู้ต้องขังยื่นคำร้องขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม
2.1) ให้ยึดถือเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านเป็นหลักในการพิจารณา กรณีขอย้ายไปคุมขังยังเรือนจำภูมิลำเนาของบิดา – มารดา สามี – ภรรยา บุตร และญาติหรือผู้อุปการะ ให้แนบเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านของบิดา – มารดา สามี – ภรรยา บุตร และญาติหรือผู้อุปการะ สำหรับสามี – ภรรยา ให้แนบเอกสารแสดงความเป็นสามี – ภรรยา หรือหลักฐานอื่นซึ่งแสดงความเป็นสามี – ภรรยา ส่วนญาติหรือผู้อุปการะ จะต้องมีเอกสารหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ชัดเจน
2.2) หากผู้ต้องขังมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานจัดส่งเอกสารและข้อมูลผู้ต้องขัง ได้แก่ บัญชีรายชื่อผู้ต้องขังย้ายเรือนจำ, สำเนาทะเบียนประวัติรายตัวผู้ต้องขัง (รท.101), สำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดทุกคดี, สำเนาแบบจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง (จน.1), สำเนาทะเบียนบ้านผู้ต้องขัง, รายละเอียดพฤติการณ์ขณะต้องโทษในเรือนจำ และเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ไปให้กรมราชทัณฑ์ เพื่อประกอบการพิจารณาย้ายผู้ต้องขัง
2.3) เมื่อเรือนจำ/ทัณฑสถานได้ตรวจสอบพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องขังที่ขอย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การย้ายฯ ให้แจ้งข้อขัดข้องให้ผู้ต้องขังทราบ โดยไม่ต้องส่งคำร้องไปกรมราชทัณฑ์
2.4)การย้ายผู้ต้องขังถือเป็นเรื่องปกปิด และกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเคร่งครัด
2.5) การขนย้ายผู้ต้องขังให้ดำเนินการตามนโยบายกรมราชทัณฑ์